|
ผลสำรวจชิ้นหนึ่ง ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจอยากให้ทุกท่านได้อ่านผ่านตา อันเป็นผลสำรวจที่ได้จัดทำขึ้นในประเทศอังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายจากวิวัฒนาการเทคโนโลยีอันล้ำยุคในโลกใบนี้
ที่สำคัญเทคโนโยลีล้ำยุคที่ว่านี้ กำลังเป็นที่คลั่งไคล่ในบ้านเราอย่างมาก ไม่เฉพาะในหมู่วัยรุ่น แม้แต่หนุ่มสาววัยทำงาน คนเฒ่าคนแก่ ก็มีติดตัวกันแทบทุกคน และเจ้าเครื่องตัวนั้น ก็คือ เครื่องเล่นMP3 หรือเครื่องเล่นซีดีแบบพกพาด้วยชุดหูฟังแบบ ear bud (หรือ in-ear) สามารถใส่เข้าไปในช่องหูได้โดยตรงว่าอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการได้ยินอย่างถาวร
โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าการฟังเครื่องเล่นMP 3 ดังและบ่อยเกินไปเสี่ยงต่อการหูหนวกเมื่อเข้าวัย30ปี นอกจากนี้ยังพบว่า 14% ของผู้เข้าสำรวจใช้เวลามากถึง 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการฟังเครื่องเล่นเพลงดิจิตอล และมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้เข้าสำรวจยังมีประสบการณ์หูอื้อหลังจากฟังเพลงดังเกินไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ฟังเครื่องเล่น MP3 ทุกวัน
ดั่งที่ Vivienne Michael ผู้บริหารสูงสุดแห่งศูนย์วิจัยอาการหูหนวกในประเทศอังกฤษระบุว่าเสียงที่ดังเกินไปว่า ระดับความดังของเสียงที่มากกว่า 115 เดซิเบล ต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 15 นาที สามารถทำให้เกิดการสูญเสียความสามารถในการได้ยิน และอาจทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวร
สอดคล้องกับ Dean Garstecki นักแก้ไขการได้ยินจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ที่ชี้ว่าหูฟังชนิดตุ่มสามารถเพิ่มความดังให้กับสัญญาณเสียงได้สูงในระดับ 6 ถึง 9 เดซิเบล โดยหูฟังลักษณะดังกล่าวจะสามารถทำให้ผู้ใช้รู้สึกสูญเสียการได้ยินราวกับเพิ่งเดินออกจากการแสดงดนตรีคอนเสิร์ตที่มีระดับเสียง 110-120 เดซิเบลเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
เดซิเบล |
ชนิดของเสียง |
0 |
เสียงที่เบาที่สุดที่มนุษย์สามารถได้ยิน |
60 |
เสียงพูดคุยกันตามปกติ |
85 |
เสียงการเจรจาที่คับคั่ง |
110 |
ดิสโกเธก, แตรรถ หรือเสียงตะโกน |
112 |
เครื่องเล่น MP3 ที่เปิดดังที่สุด |
120 |
คอนเสร์ตเพลง Rock หรือเสียงไซเรนรถพยาบาล |
125 |
สเตริโอในรถยนต์ |
นอกจากนี้Garstecki ยังเปรียบเทียบความสามารถในการขยายเสียงของหูฟังลักษณะนี้ว่า เท่ากับระดับความเข้มของเสียงที่ได้ยินจากเครื่องดูดฝุ่น (vacuum cleaner) ไปจนถึงเสียงเครื่องยนตร์มอเตอร์ไซด์
ทั้งนี้จากความนิยมในเครื่องเล่นไอพอด และเครื่องเล่นMP3 ที่เพิ่มขึ้นในบ้านเรานี้เอง ผู้เขียนเลยถือโอกาสนี้ออกมาย้ำเตือน ให้ทุกคนตระหนัก ถึงความปลอดภัยในการใช้เครื่องเล่นเหล่านี้ด้วยไม่มากก็น้อย
อย่างที่Garstecki กล่าวว่า "ผู้ใช้ควรตั้งระดับความดังแค่ 60% ของระดับความดังสูงสุด และไม่ควรฟังเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และถ้าจะให้ปลอดภัยกว่านั้นควรใช้หูฟังชนิดที่มีเส้นใยกรองเสียงครอบอยู่ด้วย
และเพื่อหลีกเลี่ยงอาการหูตึงถาวร แนะนำให้ใช้หูฟังขนาดใหญ่รุ่นเก่าที่ไม่ได้ใส่เข้าไปในช่องหู หรืออาจจะเลือกใช้หูฟังที่มีคุณสมบัติกำจัดเสียงรบกวน (ลักษณะครอบทั้งหู) "เพราะมันจะทำให้ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องเร่งความดังมากเกินไป ซึ่งจะมีผลต่อการได้ยินต่อเยาวชนของไทยในอนาคต ที่ต้องกลายเป็นคนหูหนวก"
|